เกตุไพเราะชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน
วัน Sat 28 April 2012@00:00:00
หัวข้อ: การจัดการขยะมูลฝอยโดยชุมชน


ชุมชนเกตุไพเราะ คือความสำเร็จของงานพัฒนาชุมชน ทั้งกายภาพ  สังคม  เศรษฐกิจ  อนามัย และจิตใจ  ภายใต้แนวคิดชุมชนพอเพียง โดยการมีส่วนร่วมจากชาวชุมชน

 



“เราทำให้เขาเห็น หลายๆครั้งเข้า เขาจะมาดูเรา และมาทำงานร่วมกับเรา”  คือคำพูดของเกียรติพงศ์ ประธานชุมชน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชนเกตุไพเราะให้เป็นชุมชนที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน คนในชุมชนมีความสุข ภายใต้วิถีชีวิตพอเพียง และยังเต็มไปด้วยความห่วงใยสิ่งแวดล้อม

                ชุมชนนี้ได้จดทะเบียนเป็นชุมชนตามระเบียบว่าด้วยกรรมการชุมชน พ.ศ. 2534 เมื่อปี พ.ศ. 2535  โดยมีนายประวิน  เกตุลอย  คุณพ่อของคุณ้กียรติพงศ์ ทำหน้าที่ประธานชุมชน ซึ่งก็ได้มีการพัฒนาทางกายภาพมาตามลำดับ  แต่ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่อยู่ในที่ลุ่ม แต่ละบ้านจะยกพื้นสูงและมีน้ำขังอยู่ใต้ถุนบ้าน เมื่อน้ำไม่มีการไหลเวียน และชาวชุมชนทิ้งขยะลงน้ำทำให้น้ำเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน เป็นปัญหาสุขภาพอนามัยต่อชาวชุมชนอย่างมาก  

                ด้านหน้าชุมชน มีตลาดสด ซึ่งมีขยะในแต่ละวันในปริมาณมาก เมื่อรวมกับขยะชุมชนทำให้ขยะของชุมชนมีมากถึง 1800 กิโลกรัมต่อวัน  ส่งผลให้ชุมชนนี้มีทั้งปัญหาขยะและปัญหาน้ำเสีย

                ปี 2546 เกียรติพงศ์ ได้ชวนกรรมการชุมชนและชาวชุมชนร่วมทำความสะอาดชุมชน โดยเก็บขยะใต้ถุนบ้าน ขอให้สำนักงานเขตนำรถมาบรรทุกไปทิ้ง ซึ่งก็ยังไม่หมด เพราะมีขยะมาก และบางบ้านก็ยังไม่ได้ลงมาช่วย  กรรมการจึงลงไปทำที่บ้านของคนที่ยังไม่ร่วมมือ ครั้งแรกก็ถูกพูดกระแทกมา ก็หยุด  อีกหลายวันต่อมาก็ลงไปทำใหม่ เขาก็มายืนมอง ก็หยุดอีก และอีกหลายวันต่อมาก็ไปทำใหม่ ก็เริ่มซื้อน้ำมาให้ และครั้งหลังๆก็ลงมาทำด้วย 

                ทำอย่างไรให้น้ำไม่เหม็นเน่ารบกวน    น้ำจุลินทรีย์ชีวภาพจากเศษผักผลไม้นำมาหยดลงในน้ำ อย่างต่อเนื่อง และทุกคนแยกขยะเพื่อลดการทิ้งขยะลงน้ำ โดยคัดแยกขยะไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ที่คัดแยกง่ายที่สุดคือรีไซเคิล ทั้งแก้ว กระดาษ โลหะ กระป๋องสังกะสี เหล็ก อลูมีเนียม  พลาสติก และอื่นๆที่ร้านรับซื้อเขารับ แรกๆ คัดแยกแล้วให้อาสาสมัครเก็บรวบรวมไปขาย  แต่ในระยะต่อมาชาวบ้านเห็นว่าขยะรีไซเคิลที่แยกไว้ขายได้เงินจำนวนมากจึงแยกขายเองที่บ้าน ทำให้ขยะลดลงไป ส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นปัญหาเพราะขยะอินทรีย์ทั้งจากชุมชนและตลาดนั้นมีมากเหลือเกิน

                พวกเขาจึงหาวิธีที่จะนำขยะอินทรีย์มาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น นอกเหนือจากทำน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพ 

                 เปลือกผลไม้เช่นเปลือกสับปะรด  เศษผัก กากมะพร้าว  กากถั่วเหลืองจากการทำน้ำเต้าฮู้   โคกระบือชอบกิน จึงได้นำมาสับและคลุกเคล้าให้เข้ากันนำไปเลี้ยงโคกระบือที่วัดใกล้ชุมชนไถ่ชีวิตมา  

                ไส้ปลา เศษเนื้อ ที่แม่ค้าในตลาดทิ้งทุกวันนำมาใส่ถังหมักน้ำจุลินทรีย์และนำไปเลี้ยงปลาดุกที่ลูกบ้านเลี้ยงไว้ข้างบ้านซึ่งตอนนี้น้ำไม่เน่าเหม็นแล้ว   4-5 หลังคาเรือน  รวมประมาณ 10,000 ตัว  ทำรายได้ให้ลูกบ้านได้ไม่น้อยเพราะแทบไม่ต้องจ่ายเงินซื้ออาหารปลาเลย....

                กล่องโฟมใส่ของสดที่แม่ค้าทิ้งประจำ นำมาใช้เป็นที่เลี้ยงไส้เดือน  โดยใช้เศษผักที่เหลือจากตลาดเป็นอาหาร ได้ใช้ประโยชน์จากกล่องโฟม  และกำจัดเศษอาหาร เศษผัก แต่ได้มูลและฉี่ไส้เดือนเป็นปุ๋ยอย่างดี

 

                เศษใบไม้ เศษผัก เศษอาหาร ที่เหลือ นำไปหมักทำปุ๋ยหมัก บำรุงต้นไม้ให้งอกงาม ดี แต่เมื่อมีปุ๋ยมากก็ต้องหาวิธีใช้ปุ๋ย  จึงได้ปลูกผักสวนครัวไว้บริโภคกันเองในชุมชน โดยใช้ปุ๋ยจากมูลไส้เดือน ปุ๋ยหมักที่ผลิตได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยแถมได้ผักปลอดสารพิษไว้รับประทาน ซึ่งถ้าหาซื้อในซุปเปอร์มาเก็ตราคาแพงจะแพงหูฉี่ที่เดียวเชียว...

                เข่งขนมจีนที่แม่ค้าทิ้งทั้งพลาสติกทั้งเข่งไม้ไผ่นำมาใส่ดินที่ผสมปุ๋ยหมัก ปลูกผักและไม้ประดับตั้งวางไว้หน้าบ้านทุกหลัง ได้ผักและหน้าบ้านก็สวยด้วย...

                กิ่งไม้ใบไม้ที่นี่ไม่ทิ้ง หาวิธีจัดการ นำมาเผาถ่านและดักควันเอาน้ำส้มควันไม้ ได้ทั้งถ่านไว้ใช้หรือขายที่ตลาด ได้ทั้งน้ำส้มควันไม้ไว้พ่นไล่แมลงในแปลงผักและผักในเข่งขนมจีนหน้าบ้าน  ประหยัดค่ายาไล่แมลง และได้ผักปลอดสารพิษ...

                ยาเสพติด..ไม่มีทั้งผู้ค้าและผู้เสพ

                ชุมชนนี้ปลอดขาเสพติด เพราะประธานให้โอกาสกลับตัว และเข้าร่วมกิจกรรมจัดการขยะกับประธานชุมชน ที่ทำในส่วนกลางเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เช่นหมักน้ำชีวภาพ ปั้นอีเอ็มบอลบำบัดน้ำเสียชุมชน ปลูกผัก  และประธานดูแลทั่วถึงทุกครัวเรือน ทำให้ชุมชนนี้ปลอดยาเสพติด....

                หน้าบ้านสะอาด ปลอดถังขยะ  หลังจากที่ขยะลดลงไปมาก จึงชักชวนกันทำโครงการถนนปลอดถังขยะ โดยทุกบ้านเก็บถังขยะหน้าบ้าน ตั้งถังรองรับมูลฝอยในบ้าน ซึ่งเหลือแต่ขยะทั่วไป เช่นถุงพลาสติก ถุงแกง ซองขนม ซองบะหมี่  ซองลูกอม  กล่องโฟม    และมอบหมายให้อาสาสมัครเข้าจัดเก็บ และเข็นไปรวมไว้หน้าชุมชนให้รถเข้าจัดเก็บที่จุดเดียว  ทำให้ชุมชนนี้ไม่มีถังขยะหน้าบ้าน มีแต่ต้นไม้เขียวขจีตลอดแนว เป็นถนนปลอดถังขยะ  นอกจากนั้นถนนยังสะอาด อีกด้วย...น่าอยู่จัง

                ผู้คนที่นี่ยิ้มแย้มแจ่มใส...เพราะดูพวกเขามีความสุขกับวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ เป็นวิถีชีวิตแบบพอเพียง  พวกเขาใช้ทรัพยากรที่มีอยู่วันละ 1,800 กิโลกรัมซึ่งในอดีตเคยเป็นขยะที่น่ารังเกียจ เปลี่ยน เป็นเงินเป็นทอง เป็นปุ๋ย เป็นอาหาร และทำบุญ  ด้วยความร่วมมือกันทำจนกลายเป็นวิถีปฏิบัติ  กิจกรรมประเพณีต่างๆ ทั้งประเพณีสงกรานต์  งานบุญต่างๆ พวกเขาไม่เคยขาด  กิจกรรมตลาดน้ำสืบสานวัฒนธรรม   กิจกรรมปิดไฟลดโลกร้อน  แต่เขาหารู้ไม่ว่าการใช้ประโยชน์จากขยะของพวกเขาก็สามารถช่วยลดโลกร้อนได้ส่วนหนึ่งแล้วด้วย   ทำให้ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่น่าอยู่  สามารถเรียกได้ว่าชุมชนนี้เป็นชุมชนต้นแบบในหลายๆเรื่อง 

ชุมชนต้นแบบที่มีวิถีชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

                ชุมชนต้นแบบด้านการใช้ประโยชน์จากขยะ 

ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง 

ชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาชุมชน....เป็นต้นแบบของชุมชนน่าอยู่อย่างแท้จริง...

อยากให้ทุกชุมชนในกรุงเทพมหานครและทุกจังหวัดนำแนววิถีชีวิตของชาวชุมชนเกตุไพเราะไปปรับใช้ ด้วยการเริ่มจากจัดการกับปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมของชุมชนด้วยการมีส่วนร่วมของชาวชุมชนทุกคน และจะนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนในทุกด้าน และผลที่ได้คือคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนทุกคนดีขึ้น ...อันเป็นความหวังหรือเป้าหมายของการพัฒนาชุมชน ..

หยุดคิดสักนิด...การพัฒนาทางวัตถุอย่างเดียวคงไม่ใช่หนทางไปสู่ความสำเร็จ...การพัฒนาจิตใจและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน..และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน..ลดการพึ่งพาจากภายนอก...น่าจะนำไปสู่ความน่าอยู่ของชุมชนและคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวชุมชน..





บทความนี้มาจาก Environment Department
http://bangkok.go.th/environment

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://bangkok.go.th/environment/modules.php?name=News&file=article&sid=119