จัดการกับปัญหาน้ำเสียให้อยู่หมัด
วัน Thu 15 December 2011@10:55:04
หัวข้อ: ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล


          มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) แนะวิธีจัดการกับปัญหาน้ำเสียให้อยู่หมัด พร้อมเทคนิคใช้ EM ให้ได้ประสิทธิภาพ

          การที่น้ำ ”เน่าเสีย” หรือด้อยคุณภาพลง เนื่องมาจากเกิดการย่อยสลายของสารอินทรีย์ อาทิเช่น สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย (ในเขตชุมชน เมือง) หรือเศษซากพืช (บริเวณพื้นที่เกษตร เช่นนาข้าว สวน) ที่จมอยู่ใต้น้้า โดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในธรรมชาติ ซึ่งขณะที่เกิดการย่อยสลายนั้นจะเกิดการใช้ออกซิเจนในน้้า ท้าให้ออกซิเจนในน้ำลดลง (อาจจะเรียกว่าน้ำเริ่มเสีย) หลังจากนั้นสารอินทรีย์จะถูกย่อยสลายต่อโดยจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้อากาศต่อไป

          ผลของการย่อยสลายครั้งนี้ จะเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) แอมโมเนีย หรืออาจเกิดกรดอินทรีย์ (ซึ่งก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยว) สภาวะของการย่อยสลายสารอินทรีย์นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของออกซิเจนในน้ำ

          โดยทั่วไปแล้วออกซิเจนในน้ำเกิดขึ้นจากการสังเคราะห์แสงของจุลินทรีย์ที่สังเคราะห์แสงหรือพืชน้้า และจากการถ่ายเทจากอากาศที่ผิวหน้า ซึ่งการถ่ายเทโดยธรรมชาตินั้นเป็นปัจจัยของ กระแสลม หรือความเร็วของน้้า ดังนั้นในสภาพที่น้้ามีการไหลถ่ายเทจะช่วยให้มีการถ่ายเทออกซิเจน

          1) สำหรับพื้นที่ชุมชน เขตเมือง ในระยะที่มีน้ำท่วมและมีการไหลด้วยอัตราการไหลสูงมากนั้น ถ้าใต้พื้นน้้ามีสารอินทรีย์ หรือขยะสะสมอยู่ จุลินทรีย์ในน้ำจะย่อยสลายสารอินทรีย์โดยใช้ออกซิเจน ส่งผลให้คุณภาพน้ำลดลง โดยดูจาก ค่าการละลายของออกซิเจนในน้้า (DO) จะลดลง และค่าบีโอดี (BOD) ซึ่งเป็นค่าที่บอกปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำจะเพิ่มขึ้น (ค่า DO ที่เหมาะสมไม่ควรต่้ากว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร และค่าบีโอดีที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 2 มิลลิกรัมต่อลิตร)

          การแก้ไข

         - การป้องกันการสะสมของสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย โดยการมีระบบการจัดเก็บ สิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยในพื้นที่ ออกมากำจัดให้เหมาะสม

         - การเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เช่น การทำน้ำตก การให้น้ำไหลเร็วปั่นป่วน การใช้เครื่องจักรให้อากาศ ฯลฯ

         - การเติมจุลินทรีย์หรือ EM ในช่วงนี้อาจไม่ส่งผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากความเข้มข้นของสิ่งสกปรกในรูป BOD ยังน้อย หรือเจือจางเกินกว่าที่จุลินทรีย์จะก้าจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความเร็วของน้ำทำให้จุลินทรีย์กระจายตัวในแหล่งน้ำมากจนเจือจางเกินไป เมื่อน้้าเริ่มมีการทรงตัว หรือลดลง และกระแสน้ำเริ่มลดความเร็วลง จนถึงน้ำนิ่ง

          ในระยะนี้การถ่ายเทออกซิเจนในน้้าจะลดลง ถ้าที่พื้นใต้น้ำมีสารอินทรีย์สะสมอยู่ จุลินทรีย์จะย่อยสลายมากและออกซิเจนในน้ำลดลงจนสภาวะการย่อยสลายเริ่มเป็นแบบไม่ใช้อากาศ (DO ต่้ากว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร) น้ำเริ่มมีสีคล้ำขึ้นจนถึงดำ เริ่มมีกลิ่นเหม็น pH ของน้ำต่ำลง มีฟอง และตะกอนดำ ผุดขึ้นมา

          การแก้ไข คือ

         - การก้าจัด สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย ออกจากบริเวณน้ำขัง ไปกำจัดอย่างเหมาะสมนอกพื้นที่

         - การเพิ่มออกซิเจน โดยการใช้เครื่องเติมอากาศ

         - การเติมจุลินทรีย์ หรือ EM ในช่วงนี้สามารถท้ำได้ แต่ระดับน้ำควรไม่เกิน 3 เมตร (ตามค้าแนะน้าของผู้ผลิต, [3]) ที่ระดับความลึกของน้ำไม่ควรเกิน 3 เมตร เนื่องมาจาก ถ้าระดับความลึกมากกว่า 3 เมตร ออกซิเจนจากอากาศและแสงแดดไม่สามารถแพร่ลงได้ถึงพื้น ท้าให้จุลินทรีย์ที่เติมลงไปท้างานไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          2) สำหรับบริเวณพื้นที่การเกษตร ในกรณีพื้นที่เกษตรถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน เนื่องจากมีซากพืชจมน้ำซึ่งเป็นแหล่งสารอินทรีย์ปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาคือเกิดการย่อยสลายและดึงออกซิเจนในน้ำให้ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่ากระแสน้ำ อาจไหลเร็ว แต่อาจจะไม่สามารถท้าให้ออกซิเจนถูกถ่ายเทลงน้ำได้เพียงพอสำหรับการย่อยสลาย การแก้ไขนั้นควรเน้นทำเฉพาะในส่วนที่กระแสน้ำจากบริเวณดังกล่าวจะไหลเข้าชุมชน

          การเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เช่น

          - การทำน้ำตก การให้น้้าไหลเร็วปั่นป่วน การใช้เครื่องจักรให้อากาศ ฯลฯ โดยควรทำก่อนเข้าเขตเมือง

          - การเติมจุลินทรีย์ในช่วงนี้อาจจะไม่ค่อยผลส้าเร็จมากนัก เนื่องจากความเร็วของน้้าท้าให้จุลินทรีย์กระจายตัวในแหล่งน้้ามากจนเจือจางเกินไป และไม่ควรใช้ถ้าระดับน้้าลึกเกิน 3 เมตร ในกรณีที่น้้าเริ่มลดระดับลง และมีน้้าท่วมขัง

         - การเติมจุลินทรีย์หรือ EM ในช่วงนี้สามารถทำได้

         - การเร่งเอาเศษวัชพืชไปท้าปุ๋ย ซึ่งช่วยท้าให้มีสารอินทรีย์ในพื้นที่ท่วมขังน้อยลง เมื่อน้้าลด น้ำถูกระบายลงลำคลอง ส่งผลให้สารอินทรีย์ไหลลงไปตกค้างในลำคลองและแหล่งน้ำจ้านวนมาก ก่อให้เกิดน้ำในลำคลองเน่าเสียขึ้น

          ดังนั้นควรเตรียมการท้าความสะอาดล้าคลอง เช่น การขุดลอกคลอง การใช้น้ำดันน้ำ (flush) เพื่อให้มีการตกตะกอนของสารอินทรีย์ในน้ำลง และมีการตรวจวัดคุณภาพน้้าเป็นระยะ ๆ เพื่อจัดการเรื่องการเติมอากาศ จน ระดับค่า DO เข้าสู่ภาวะปกติ DO > 4 มิลลิกรัมต่อลิตร นอกจากนี้ อาจใช้ระบบบึงประดิษฐ์ เพื่อลดมลภาวะก่อนที่จะปล่อยให้น้ำลงรางสาธารณะ (แนวคิดแหลมผักเบี้ย) การสังเกตและตรวจวัดคุณภาพน้้า (Field test) เบื้องต้น ท้าโดย ดู สี กลิ่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) และค่าออกซิเจนละลายน้้า (DO)







บทความนี้มาจาก Environment Department
http://bangkok.go.th/environment

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://bangkok.go.th/environment/modules.php?name=News&file=article&sid=114